Category Archives: Notice

ฟ

6 ไอเทมสุดชิคที่คุณคิดไม่ถึงมาก่อน

หากคุณเป็นคนหนึ่งที่คิดว่าเรื่องความสวยความงานเป็นอะไรที่น่าเบื่อ ต้องบอกเลยว่าคุณคิดผิดแล้วล่ะ อุตสาหกรรมเครื่องสำอางทุกวันนี้เต็มไปด้วยนวัตกรรมแปลกใหม่ที่ผสานสิ่งต่างรอบตัวได้อย่างน่าอัศจรรย์ ตั้งแต่ลิปสติกลายหินอ่อน ชุดตกแต่งเล็บลายจุด ไปจนถึงมาสคาร่าสีทอง สิ่งของเหล่านี้ล้วนใช้ได้จริง ไม่ใช่แค่คำโปรยชวนเชื่อ มาดู 6 ไอเทมที่คุณจะต้องว้าวกับแนวคิดและความชิคกันเลย

 





ฟ

 

  1. Lancôme’s Grandiôse Liner

อายไลน์เนอร์ที่ปรับมุมของหัวปากกาได้ เจ้า Lancôme’s Grandiôse Liner จากLancôme ที่สามารถปรับให้หัวปากกาทำมุมที่คุณต้องการได้ ไม่ว่าจะเขียนขอบตาด้านในไปจนถึงวิงแคทอายก็สามารถปรับได้ดั่งใจเพียงแค่ปรับคลิกเดียว

 

ห

 

 

  1. L’Oreal Paris’s Glam Bronze Cushion De Soleil

กระแสคุชชั่นปีนี้มาแรงมากๆ ไม่ว่าจะเป็นรองพื้น บีบี ซีซีหรือจะเป็นบลัชออน ล่าสุดทาง L’Oreal Paris ก็ได้ส่งบรอนซ์เซอร์แบบคุชชั่นมาแล้ว ซึ่งสามารถเสกให้ผิวหน้าสาวๆ ผิวสวยแบบบ่มแดดได้ง่ายๆเพียงตบคุชชั่นเบาๆ ทั้งยังมาในแพ็คเกจที่เรียบหรูดูดีอีกด้วย

 

ก

 

Illamasqua’s Lava

เคยเห็นลิปสติกลายหินอ่อนกันมั้ย? Illamasqua’s Lava Lips เป็นลิปสติกที่ผสานสองเฉดสีไว้ในลิสติกแท่งเดียว เฉดต่างๆจะรังสรรค์สีที่มีเอกลักษณ์ให้กับเรียวปากของคุณ

 

ดดด

 

Dior’s Milky Dots sets

ชุดตกแต่งเล็บเป็นลายจุดด้วยตัวเองจาก Dior ประกอบด้วยชุดตกแต่งสีเล็บและที่ทำลายจุดให้คุณสาวๆทำเล็บเองอย่างง่ายดาย มาในเฉดสีสองเฉดด้วยกัน แต่ที่เราแนะนำคือสี Confettis ที่เป็นสีโทนแสดและพีชสุดเปรี้ยว

 

เกดMarc Jacobs’ new Cover(t) Stick Color Correctors

นาทีนี้จะมีอะไรน่ารักไปกว่า Marc Jacobs’ new Cover(t) Stick Color Correctors จากแบรนด์ Marc Jacobs  อีกมั้ย ? ด้วย 2 เฉดสีพาสเทล ประกอบด้วย ชมพูและฟ้าที่ถูกออกแบบมาเพื่อจัดการปัญหาจุดด่างดำของคุณสาวๆนั่นเอง

 

กดเ

 

 

Yves Saint Laurent Vinyl Mascara Couture

ใช่แล้ว! มันคือมาสคาร่าทองคำ แต่อย่าตกใจไปว่ามันจะใช้งานยาก ทริคคือให้คุณใช้มาสคาร่าแบบปกติก่อน จากนั้นจึงตบท้ายด้วย Yves Saint Laurent Vinyl Mascara Couture ที่ปลายขนตาเพื่อความป้อบเด้งขั้นสุด

หกด

 

 

 

ที่มา  ::   http://www.vogue.co.uk/beauty/2016/06/15/six-unusual-beauty-products

เรียบเรียง  ::  http://thaifashionbrandname.com/6-%E0%B9%84%E0%B8%AD%E0%B9%80%E0%B8%97%E0%B8%A1%E0%B8%AA%E0%B8%B8%E0%B8%94%E0%B8%8A%E0%B8%B4%E0%B8%84%E0%B8%97%E0%B8%B5%E0%B9%88%E0%B8%84%E0%B8%B8%E0%B8%93%E0%B8%84%E0%B8%B4%E0%B8%94%E0%B9%84%E0%B8%A1/

 

 

 

 

 

 

ทำสีผม

การเลือกสีผม ให้เหมาะกับสีผิว ความสวยงาม

การเลือกสีผม ให้เหมาะกับสีผิว ความสวยงาม

  • ผิวขาวจัดหรือผิวขาวเหลือง ควรเลือกสีน้ำตาลที่มีประกายแดงอย่างน้ำตาลแดงเข้ม น้ำตาลแดงจัดหรือน้ำตาลแดงม่วงเข้ม เพื่อช่วยทำให้ผิวของคุณดูเป็นสีชมพูขึ้น ไม่ควรเลือกสีอ่อนที่ออกโทนเหลืองมากเกินไป เพราะจะทำให้คุณดูซีดเซียว ถ้าอยากเปลี่ยนผมเป็นพวกสีบลอนด์ก็ควรจะเป็นสีประกายทองเข้มๆ อย่างบลอนด์เข้มหรือบลอนด์ทองเข้มเพื่อให้ผิวดูเข้มเพื่อให้ผิวดูเข้มขึ้นด้วย
  • ผิวขาวชมพู ไม่ควรเลือกสีเข้มๆ เหมือนสาวผิวขาวจัด แต่ควรเลือกสีออกน้ำตาลโทนร้อนอย่างน้ำตาลแดงจัด น้ำตาลแดงเข้ม หรือสีมะฮอกกานี น้ำตาลปานกลาง จะทำให้ดูไม่ซีดเซียวเกินไป และเสริมอีกนิดด้วยการแต่งหน้าให้ดูคมเข้มขึ้นเพื่อช่วยเปลี่ยนบุคลิกให้ดูเป็นคนใหม่
  • ผิวสองสี สาวผิวสองสี เป็นคนได้เปรียบที่สุด เพราะสามารถเลือกผมได้ทุกสี ไม่ว่าจะเป็นสีเข้มหรือสีอ่อน อย่างดำน้ำเงิน น้ำตาลแดงม่วง น้ำตาลทอง หรือน้ำตาลอ่อน
  • ผิวสีน้ำผึ้ง ถึงผิวคล้ำ คุณควรเลือกสีโทนร้อนที่อ่อนกว่าผิวหน้าของคุณเล็กน้อย เพื่อทำให้ใบหน้าดูสว่างและนวลเนียนขึ้น อย่างสีน้ำตาลแดงจัด น้ำตาลแดงอ่อน น้ำตาลแดงปานกลาง น้ำตาลเข้ม น้ำตาลทองเข้ม มะฮอกกานี หรือน้ำตาลอ่อน
b-003

อาการนอนกรนและหยุดหายใจขณะหลับ

อาการนอนกรน(Snoring) และภาวะหยุดหายใจขณะหลับ (Obstructive sleep apnea
อาการนอนกรนเกิดจากการที่อากาศเคลื่อนผ่านทางเดินหายใจที่แคบลง ซึ่งมักเกิดจากการผ่อนคลายหรือหย่อนตัวของกล้ามเนื้อทางเดินหายใจส่วนบนขณะ นอนหลับ เช่น กล้ามเนื้อบริเวณเพดานอ่อน , ลิ้นไก่, ผนังคอหอย หรือโคนลิ้น เป็นผลให้เกิดการสั่นสะเทือนของเนื้อเยื่ออ่อนใน บริเวณดังกล่าวเกิดเป็นเสียงกรนขึ้น    อาการนอนกรนเป็นอาการที่บ่งบอกถึงการอุดกั้นในทางเดินหายใจส่วนบน  ส่วนภาวะหยุดหายใจขณะหลับนั้นเป็นภาวะที่มีการอุดกั้นทางเดินหายใจมากจนกระทั่ง ทำให้เกิดการหยุดหายใจเป็นช่วงๆขณะนอนหลับ  นอกจากการหย่อนตัวของกล้ามเนื้อบริเวณเพดานอ่อน,ลิ้นไก่แล้ว สาเหตุอื่นๆ เช่น ต่อมทอนซิล และต่อมอดี-นอยด์ที่โต เป็นสาเหตุของอาการนอนกรนที่สำคัญในเด็ก ผู้ป่วยที่อ้วนมากอาจมีเนื้อเยื่อผนังคอที่หนาทำให้ทางเดินหายใจแคบลง ในผู้ป่วยที่มีเนื้องอกในระบบทางเดินหายใจส่วนบนก็ก่อให้เกิดการอุดกั้นทางเดินหายใจได้เช่นกัน การที่มีโพรงจมูกอุดตัน ซึ่งมีสาเหตุจากหลายกรณี เช่นอาการคัดจมูกจากโรคจมูกอักเสบจากภูมิแพ้, ความผิดปกติของผนังกั้นช่องจมูก, เนื้องอกในจมูกและโพรงอากาศข้างจมูก, ริดสีดวงจมูก, ไซนัสอักเสบ, การดื่มเครื่องดื่มที่มีส่วนผสมของแอลกอฮอล์ หรือการกินยานอนหลับ ก็จะช่วยเสริมทำให้กล้ามเนื้อมีการคลายตัวมากขึ้น และอาจมีการอุดกั้นทางเดินหายใจมากขึ้น  ผู้ที่มีปํญหานอนกรนอาจมีภาวะหยุดหายใจขณะหลับร่วมด้วยหรือไม่ก็ได้
ภาวะหยุดหายใจขณะหลับ มีผลกระทบที่สำคัญต่อสุขภาพ ทำให้สมองได้รับออกซิเจนไม่เต็มที่ จะทำให้ผู้ป่วยนอนหลับได้ไม่สนิท มีการสะดุ้งตื่นเป็นช่วงๆ ผู้ป่วยที่มีภาวะนี้จะมีแนวโน้มที่จะทำงานได้ไม่ดีนัก เนื่องจากมีอาการง่วงมากผิดปกติในเวลากลางวัน และมีแนวโน้มที่จะเกิดอุบัติเหตุในท้องถนนได้ง่ายเมื่อเทียบกับคนปกติ นอกจากนั้นยังพบว่าผู้ป่วยที่มีภาวะหยุดหายใจขณะหลับนั้นมีอัตราเสี่ยงสูง ที่จะเป็นโรคอื่นๆหลายโรค ได้แก่ โรคความดันโลหิตสูง, กล้ามเนื้อหัวใจตายเฉียบพลันจากการขาดเลือด, ภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะ, โรคของหลอดเลือดในสมอง ตลอดจนการมีสมรรถภาพทางเพศที่เสื่อมลง ผู้ป่วยที่มีอาการนอนกรนอย่างเดียวโดยไม่มีภาวะหยุดหายใจขณะหลับร่วมด้วย นั้น ถึงแม้ไม่มีผลกระทบมากนักต่อสุขภาพของตนเอง แต่จะมีผลกระทบต่อสังคมและคุณภาพชีวิตของผู้อื่น โดยเฉพาะกับคู่นอน, บุคคลอื่นๆ ในครอบครัว, เพื่อนบ้าน, หรือเพื่อนร่วมงาน เช่น ทำให้ผู้อื่นนอนหลับยาก หรืออาจมากจนกระทั่งมีผลกระทบต่อความสัมพันธ์ระหว่างบุคคลดังกล่าวได้ เช่น อาจทำให้เกิดการหย่าร้างของคู่สามีภรรยา ดังนั้นผู้ที่มีอาการนอนกรนและผู้ป่วยที่มีภาวะหยุดหายใจขณะหลับจำเป็นที่ ต้องให้แพทย์ตรวจวินิจฉัยและให้การรักษาที่ถูกต้องเหมาะสม
อาการที่ทำให้สงสัยว่าอาจจะมีภาวะหยุดหายใจขณะหลับ
• ตื่นนอนตอนเช้าด้วยความอ่อนล้าไม่สดชื่น รู้สึกว่านอนหลับไม่เต็มอิ่ม มีความรู้สึกเหมือนว่าไม่ได้หลับนอนมาทั้งคืน ทั้งๆ ที่ได้นอนพักผ่อนอย่างเต็มที่แล้ว หงุดหงิด อารมณ์เสียง่าย
• มีอาการง่วงนอนในเวลาทำงานกลางวัน จนไม่สามารถจะทำงานต่อได้ หรือมีอาการเผลอหลับบ่อยๆ
• นอนหลับไม่ราบรื่น ฝันร้ายหรือละเมอขณะหลับ นอนกระสับกระส่ายมาก
• คู่นอนหรือคนในครอบครัวสังเกตว่ามีอาการหายใจขัด หรือหยุดหายใจเป็นพักๆหายใจขณะนอนหลับ
• มีอาการสะดุ้งผวา หรือ หายใจแรงเหมือนขาดอากาศหลังจากหยุดหายใจ
• ในเด็กอาจมีท่านอนที่ผิดปกติ เช่น ชอบนอนตะแคง หรือ นอนคว่ำ หรือ อาจไม่มีสมาธิทำอย่างใดอย่างหนึ่งได้นาน  หงุดหงิดง่าย หรือมีกิจกรรมต่างๆ ทำตลอดเวลา หรือมีปัสสาวะราดในเวลากลางคืน
• มีความดันโลหิตสูงซึ่งยังหาสาเหตุได้ไม่ชัดเจน
• ประสิทธิภาพในการทำงานหรือผลการเรียนแย่ลง เพราะอาการง่วง, ขาดสมาธิ, พัฒนาการทางสมองและสติปัญญา และความจำแย่ลง
• สมรรถภาพทางเพศลดลง
การวินิจฉัย
การวินิจฉัยแพทย์จำเป็นต้องอาศัย ประวัติ การตรวจร่างกาย และการตรวจพิเศษเพิ่มเติม สำหรับการตรวจร่างกาย แพทย์จะให้ความสนใจในเรื่องต่อไปนี้
• ลักษณะทั่วไปของคนไข้ ที่อาจมีภาวะส่งเสริมให้เกิดอาการนอนกรนและภาวะหยุดหายใจขณะหลับได้ เช่น คอสั้น อ้วน น้ำหนักมาก มีความผิดปกติในลักษณะโครงสร้างของใบหน้าเช่น กรามล่างถอยร่นไปด้านหลังมากกว่าปกติ
• การตรวจทั่วไป ได้แก่การวัดความดันโลหิต วัดเส้นรอบวงคอ การตรวจการทำงานของหัวใจและปอด
• การตรวจทางหู คอ จมูกอย่างละเอียด ซึ่งประกอบด้วยการตรวจในโพรงจมูก การตรวจหลังโพรงจมูก ช่องปาก คอหอย เพดานอ่อน ลิ้นไก่ ทอนซิล โคนลิ้นและกล่องเสียง
• การตรวจการนอนหลับ(Polysomnography) ถือเป็นการตรวจที่มีความสำคัญเป็นอย่างยิ่งในการวินิจฉัย และบอกความรุนแรงของภาวะหยุดหายใจขณะหลับ นอกจากนั้นยังช่วยวินิจฉัยแยกภาวะหยุดหายใจขณะหลับจากการนอนกรนธรรมดา และสามารถบอกคุณภาพของการนอนหลับว่าหลับได้ดีหรือไม่ มีความผิดปกติเกิดขึ้นในขณะนอนหลับหรือไม่ การตรวจการนอนหลับจะใช้เวลาตรวจช่วงกลางคืนอย่างน้อย 6-8 ชั่วโมง ซึ่งเป็นเวลาปกติของการนอนหลับในคนทั่วไป
การรักษา
1. การรักษาโดยวิธีที่ไม่ผ่าตัด
1.1 ลดน้ำหนัก โดยการควบคุมอาหาร และควรออกกำลังกายสม่ำเสมอ เพื่อให้ร่างกายแข็งแรงและเพิ่มความกระชับและความตึงตัวให้กับกล้ามเนื้อ
1.2 หลีกเลี่ยงยาหรือเครื่องดื่มที่มีฤทธิ์กดประสาทส่วนกลาง เช่น เครื่องดื่มที่ผสมแอลกอฮอล์, ยานอนหลับ, ยากล่อมประสาท หรือยาแก้แพ้ ชนิดที่ทำให้ง่วง โดยเฉพาะก่อนนอน
1.3 การปรับเปลี่ยนท่าทางในการนอน เช่น ไม่ควรนอนในท่านอนหงาย เนื่องจากจะทำให้เกิดการอุดกั้นทางเดินหายใจได้ง่ายกว่าการนอนในท่าตะแคง
1.4 การใช้เครื่องมือช่วยทำให้ทางเดินหายใจกว้างขึ้น หรือไม่อุดกั้นขณะนอนหลับที่เรียกว่า Continuous positive airway pressure (CPAP) เหมาะสำหรับผู้ป่วยที่มีอาการของภาวะหยุดหายใจขณะหลับที่รุนแรงและไม่เหมาะ ที่จะรักษาด้วยการผ่าตัด โดยเป็นการนำหน้ากาก  ครอบจมูกขณะนอนหลับ ซึ่งหน้ากากนี้จะต่อเข้ากับเครื่องที่สามารถขับลมซึ่งมีแรงดันเป็นบวกออกมา ไม่ให้ทางเดินหายใจเกิดการอุดกั้นขณะหายใจเข้า
2. การรักษาโดยวิธีผ่าตัด  จุดประสงค์ของการผ่าตัดคือ เพิ่มขนาดของทางเดินหายใจส่วนบนให้กว้างขึ้น และแก้ไขลักษณะทางกายวิภาคที่ผิดปกติ ซึ่งนำไปสู่การอุดกั้นในระบบทางเดินหายใจ มีข้อบ่งชี้ คือ
1. มีความผิดปกติทางกายวิภาค  ที่เป็นสาเหตุ ทำให้เกิดภาวะ หยุดหายใจขณะหลับ
2. มีผลกระทบต่อชีวิตส่วนตัวและสังคมมาก เช่น ประสิทธิภาพในการทำงานลดลงมาก เสียงกรนรบกวนคู่นอนมาก ทำให้นอนไม่หลับ
3. ล้มเหลวจากการรักษาโดยใช้วิธีไม่ผ่าตัด โดยผู้ป่วยยังมีอาการกรน หรือภาวะหยุดหายใจขณะหลับอยู่ และ/หรือ มีโรคแทรกซ้อนเกิดขึ้นกับระบบต่างๆของร่างกาย การผ่าตัดรักษาซึ่งทำกันบ่อย ได้แก่
3.1 ในกรณีของเด็กมักมีการอุดกั้นทางเดินหายใจในระดับคอหอย ซึ่งเกิดจากการมีต่อมทอนซิลและอดีนอยด์ที่โตผิดปกติ ดังนั้นการผ่าตัดเอาต่อมทอนซิลและอดีนอยด์ออกก็อาจเป็นการเพียงพอ
3.2 ในผู้ป่วยผู้ใหญ่ที่มีภาวะหยุดหายใจขณะหลับนั้น มากกว่าร้อยละ 90 มีการอุดกั้นทางเดินหายใจบริเวณเพดานอ่อน ทอนซิล ลิ้นไก่ และโคนลิ้น ซึ่งมักเกิดจากกล้ามเนื้อและเนื้อเยื่ออ่อนบริเวณดังกล่าวนี้มีการผ่อนคลาย หรือหย่อนยานมากกว่าปกติ หรือมีปริมาณเนื้อเยื่อที่มากเกินไป การผ่าตัดแก้ไขสาเหตุดังกล่าวนี้มีหลายวิธี แต่วิธีที่นิยมกัน ได้แก่ การผ่าตัดตกแต่งกล้ามเนื้อและเนื้อเยื่ออ่อนบริเวณดังกล่าวให้ตึงและกระชับ ขึ้น (Uvulopalatopharyngoplasty : UPPP) ซึ่งจะช่วยเปิดทางเดินหายใจส่วนบนให้โล่งขึ้น ซึ่งการผ่าตัดแบบนี้สามารถทำได้หลายวิธี ได้แก่ การผ่าตัดด้วยเครื่องจี้ไฟฟ้า การผ่าตัดด้วยแสงเลเซอร์(Laser-assisted uvulopalatoplasty) นอกจากนั้นยังมีการผ่าตัดด้วยคลื่นความถี่สูง (Radiofrequency volumetric tissue reduction :RFVTR) โดยการส่งคลื่นความถี่สูงให้กลายเป็นพลังงานความร้อนเพื่อสลายเนื้อเยื่อใน ทางเดินหายใจที่มีมากเกินไป และจะทำให้เกิดเนื้อเยื่อพังผืด เกิดการหดและลดปริมาตรของเนื้อเยื่อ
3.3 กรณีเกิดจากการอุดกั้นในระดับจมูกจากก้อนในโพรงจมูก ผนังกั้นจมูกคด หรือโพรงจมูก และ/หรือ ไซนัสอักเสบ การผ่าตัดรักษาสาเหตุเหล่านั้นก็จะช่วยบรรเทาให้อาการนอนกรนและภาวะหยุดหายใจขณะหลับดีขึ้น
อย่าง ไรก็ตามในผู้ป่วยบางรายอาการนอนกรนและภาวะหยุดหายใจขณะหลับ อาจเกิดจากหลายสาเหตุ ดังนั้นการทำผ่าตัดแก้ไขจุดใดจุดหนึ่งเพียงอย่างเดียว อาจไม่ช่วยแก้ไขอาการให้ดีขึ้นมากนัก และการรักษาที่เหมาะสมนั้น นอกจากขึ้นกับสาเหตุที่ตรวจพบแล้ว ยังต้องพิจารณาปัจจัยอื่นๆ ในผู้ป่วยแต่ละรายด้วย เช่น สุขภาพโดยทั่วไปของผู้ป่วย ภาวะแทรกซ้อนของภาวะหยุดหายใจขณะหลับที่มีผลต่อระบบต่างๆของร่างกาย โรคประจำตัว สภาพเศรษฐานะและสังคมของผู้ป่วย เป็นต้น ดังนั้นเมื่อบุคคลในบ้านของท่านหรือตัวท่านเอง มีหรือสงสัยว่ามีอาการนอนกรน และ/หรือ ภาวะหยุดหายใจขณะหลับควรรีบปรึกษาแพทย์เพื่อทำการวินิจฉัย ตรวจหาสาเหตุของโรค ประเมินความรุนแรง และจะได้พิจารณาแนวทางรักษาที่เหมาะสมต่อไป การให้การรักษาอย่างถูกต้องและทันท่วงที จะช่วยให้อัตราการตายลดลง และทำให้คุณภาพชีวิตของผู้ป่วยดีขึ้น

27_20130107142234.

ริดสีดวงจมูก

ริดสีดวงจมูก เป็นเนื้องอกไม่ร้ายในโพรงจมูกที่พบได้บ่อยที่สุด ลักษณะจะเป็นติ่งเนื้อกึ่งใสสีคล้ายคล้ายผลองุ่นปอกเปลือก  มักจะพบหลายๆ ก้อน และมักพบทั้ง 2 ข้างของโพรงจมูก ในรายที่ริดสีดวงจมูกโตมากอาจห้อยลงมาทางด้านหน้าของโพรงจมูก เห็นเป็นก้อนจุกอยู่ที่รูจมูกได้ หรือบางรายริดสีดวงอาจยื่นมาทางด้านหลังของโพรงจมูกเห็นเป็นก้อนย้อยลงไปในคอได้
สาเหตุ
จนถึงปัจจุบันสาเหตุที่แท้จริงของการเกิดริดสีดวงจมูกยังไม่เป็นที่ทราบแน่ชัด อย่างไรก็ตามมีปัจจัยสำคัญ 3 ประการที่มีส่วนในการเกิดริดสีดวงจมูก ได้แก่
• การอักเสบเรื้อรังและการติดเชื้อซึ่งกลับเป็นซ้ำบ่อยๆ ของเยื่อบุจมูกและเยื่อบุไซนัส ซึ่งมีผลทำให้เกิดการบวมของเยื่อบุโพรงจมูก
• ความผิดปกติของการตอบสนองของระบบประสาทที่ควบคุมการทำงานของหลอดเลือดและ ภาวะความไวเกินของหลอดเลือดที่มาเลี้ยงเยื่อบุจมูกและเยื่อบุไซนัสทำให้เกิด การบวมของเยื่อบุโพรงจมูก
• ความผิดปกติของกระแสลมที่ผ่านเข้าไปบริเวณซึ่งเป็นต้นตอของริดสีดวงจมูก ได้แก่ บริเวณโพรงจมูกส่วนกลาง และบริเวณรูเปิดของ ไซนัส
อาการ
เมื่อริดสีดวงจมูกมีขนาดโตขึ้น จะทำให้ผู้ป่วยมีอาการคัดแน่นจมูก ซึ่งจะเป็นมากขึ้นเรื่อยๆ มีอาการจามหรือน้ำมูกได้  คล้ายหวัดหรือภูมิแพ้เรื้อรัง ได้รับกลิ่นน้อยลงหรือไม่ได้กลิ่น ถ้าเป็นมากจะอุดตันรูเปิดไซนัสทำให้ เป็นไซนัสอักเสบร่วมด้วย มีน้ำมูก เสมหะเหลืองเขียวไหลลงคอ มีอาการปวดตื้อบริเวณแก้มหรือสันจมูก ปวดหรือมึนศีรษะ เจ็บคอเรื้อรัง ไอหรือกระแอมบ่อย ระคายคอ แสบคอ และหูอื้อได้
การวินิจฉัยโรค
การตรวจวินิจฉัยทำได้ง่าย อาศัยอาการและอาการแสดงดังกล่าว โดยเฉพาะการตรวจจมูกและโพรงหลังจมูก หรือการตรวจโดยส่องกล้องดูในโพรงจมูก(nasal endoscopy)เพื่อดูให้ทั่วถึงด้านใน  อาจส่งถ่ายภาพรังสีของไซนัสร่วมด้วย ในรายที่สงสัยว่ามีไซนัสอักเสบร่วมด้วย
การรักษาผู้ป่วยที่มีริดสีดวงจมูก
เป้าหมายของการรักษา มีดังนี้
1. กำจัดริดสีดวงจมูกหรือทำให้ริดสีดวงจมูกมีขนาดเล็กลง
2. ทำให้จมูกโล่งขึ้น และหายใจทางจมูกได้
3. ไม่มีอาการคัดจมูก น้ำมูกไหล คัน จาม หรือ เสมหะไหลลงคอ
4. ดมกลิ่นได้ปกติ
5. รักษาไซนัสอักเสบ (ถ้ามีร่วมด้วย) โดยการให้ยา และ / หรือ การผ่าตัด
6. รักษาโรคที่เกิดร่วมกับริดสีดวงจมูก หรือภาวะที่เป็นปัจจัยส่งเสริม หรืออาจเป็นสาเหตุของริดสีดวงจมูก เพื่อป้องกันการกลับเป็นซ้ำของริดสีดวงจมูก
โดยทั่วไปวิธีการรักษาริดสีดวงจมูกแบ่งเป็น 4 วิธี คือ
1. ยาสเตียรอยด์ชนิดพ่นจมูก
ยา สเตียรอยด์ชนิดพ่นจมูกเป็นยาที่ใช้ในการรักษาริดสีดวงจมูกที่มีการศึกษาแล้ว ว่าได้ผลดี และปลอดภัย โดยยาจะช่วยลดขนาดของริดสีดวงจมูกและป้องกันไม่ให้มีขนาดโตขึ้น แต่อย่างไรก็ตาม มักจะได้ผลดีในกรณีที่เป็นไม่มากนัก ผู้ป่วยบางรายไม่ตอบสนองต่อการใช้ยาสเตียรอยด์ชนิดพ่นจมูก ซึ่งอาจเกิดจากหลายสาเหตุ ได้แก่ ยาไม่สามารถกระจายเข้าไปในโพรงจมูกได้เต็มที่เนื่องจากมีริดสีดวงจมูกอยู่ เต็มจมูก หรือในผู้ป่วยที่มีการติดเชื้อเช่น ไซนัสอักเสบร่วมด้วย อาจมีน้ำมูกเหลืองข้นคาอยู่ในโพรงจมูก ถึงแม้ว่าการใช้ยาสเตียรอยด์ชนิดพ่นจะได้ผลดีในการรักษาริดสีดวงจมูก แต่ริดสีดวงจมูกก็ไม่ได้ยุบหายไปหมด ดังนั้นหลังจากการใช้สเตียรอยด์ชนิดพ่นจมูกระยะหนึ่งแล้ว ถ้ายังมีริดสีดวงจมูกเหลืออยู่และอาการผู้ป่วยยังไม่ดีขึ้น ควรผ่าตัดเอาริดสีดวงจมูกออก
2. ยาสเตียรอยด์ชนิดกินหรือฉีด
การ ใช้ยาสเตียรอยด์ชนิดกินหรือฉีดร่วมกับยาสเตียรอยด์ชนิดพ่นจะทำให้อาการผู้ ป่วยดีขึ้นมากและขนาดของริดสีดวงจมูกเล็กลงอย่างชัดเจน และทำให้การได้รับกลิ่นดีขึ้นด้วย ลดจำนวนผู้ป่วยที่ต้องรักษาโดยการผ่าตัดได้ ขนาดของยาสเตียรอยด์สามารถลดลงได้เรื่อยๆ โดยที่อาการทางจมูกของผู้ป่วยยังคงอยู่ในเกณฑ์ที่ดี แต่อาจจะไม่สามารถทำให้ริดสีดวงจมูกหมดไปได้ แต่ข้อเสียคือการให้ในรูปกินหรือฉีดติดต่อกันเป็นระยะเวลานานจะมีผลเสียต่อร่างกายได้
3.การทำผ่าตัดเอาริดสีดวงจมูกออกแบบธรรมดา (simple polypectomy)
การ ผ่าตัดเอาริดสีดวงจมูกออกอาจจะใช้วิธีดั้งเดิมคือ การใช้ลวดคล้องและดึงออกมา เป็นการผ่าตัดเอาริดสีดวงจมูกออกเท่านั้น ไม่ได้ผ่าตัดเข้าในไซนัส พบว่าการกลับเป็นซ้ำของริดสีดวงจมูกหลังจากผ่าตัดวิธีนี้อยู่ในเกณฑ์ค่อน ข้างสูง
3. การผ่าตัดริดสีดวงจมูกและไซนัสด้วยการใช้กล้อง (endoscopic sinus surgery)
การผ่าตัดรักษาริดสีดวงจมูกด้วยการใช้กล้องนั้น ส่วนใหญ่จะได้ผลดีถึงดีมาก โดยได้ผลสำเร็จร้อยละ 80 ขึ้นไป การผ่าตัดริดสีดวงจมูก และไซนัสด้วยกล้องในที่นี้ประกอบด้วย การตัดเอาริดสีดวงจมูกออกร่วมกับการผ่าตัดบริเวณรูเปิดไซนัสให้โล่ง การผ่าตัดด้วยกล้อง จะมีข้อดีกว่าในแง่ประสิทธิภาพของการรักษาริดสีดวงจมูก เมื่อเทียบกับการทำผ่าตัดเอาริดสีดวงจมูกออกแบบธรรมดา
โดยสรุปการผ่าตัดโดยการใช้กล้องเป็นทางเลือกที่ดีในการผ่าตัดรักษาริดสีดวง จมูก ควรเลือกใช้การผ่าตัดด้วยกล้องหลังจากให้การรักษาด้วยยาเต็มที่แล้ว แต่อาการผู้ป่วยไม่ดีขึ้น หลังผ่าตัดก็จะต้องติดตามผู้ป่วยและให้การรักษาด้วยยาต่อเนื่องไป โดยการปรับขนาดของยาสเตียรอยด์ชนิดกินและพ่นให้เหมาะสมกับผู้ป่วยแต่ละราย เพื่อให้บรรลุเป้าหมายในการรักษาริดสีดวงจมูก

ดาวน์โหลด

การดึงหน้า

เมื่อคนเรามีอายุมากขึ้น จะมีการหย่อนคล้อยของผิวหนังบริเวณใบหน้าและลำคอ รวมถึงเนื้อเยื่ออ่อนที่อยู่ภายในตามแรงโน้มถ่วงของโลก ใบหน้าที่เคยเรียบตึงมีส่วนเว้าส่วนโค้งที่สวยงามก็จะดูหย่อนคล้อยไม่เรียบตึงเหมือนเดิม
ซึ่งจะเริ่มเห็นเมื่ออายุประมาณ 30-35ปีและจะเห็นชัดเจนขึ้นเรื่อยๆปัญหาเรื่องการหย่อนคล้อยของใบหน้านี้ไม่ได้เกิดขึ้นแค่ชั้นผิวหนังแต่เกิดในทุกๆชั้นของใบหน้า

รูปภาพแสดงการเปลี่ยนแปลงของผิวหนังและเนื้อเยื่อภายในที่หย่อนยานลงเมื่อมีอายุมากขึ้น



ปํญหาใบหน้าหย่อนยานนี้เกิดขึ้นทั้งตัวผิวหนัง,ไขมัน,เนื้อเยื่อพังผึดภายในที่หย่อนยานลงทำให้ปัจจุบันยังไม่มียาหรือครีมที่สามารถแก้ปํญหาการหย่อนคล้อยของใบหน้าอย่างได้ผล การผ่าตัดดึงหน้ามีวัตถุประสงค์เพื่อแก้ไขการหย่อนยานของผิวหนังบริเวณใบหน้าและลำคอรวมถึงเนื้อเยื่ออ่อนที่อยู่ภายในโดยเข้าไปยกกระชับเนื้อเยื่อที่อยู่ภายในรวมถึงอาจมีการตัดผิวหนังที่หย่อนยานออก ทำให้ใบหน้าดูกระชับ และเรียบตึงขึ้น ดูอ่อนกว่าวัย
คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับการดึงหน้า
-เทคนิคและวิธีการผ่าตัด
ปัจจุบันมีมากมายหลายเทคนิค ซึ่งมีความแตกต่างกันตั้งแต่การให้ยาชา ตำแหน่งแผลผ่าตัด ความสั้นยาวของแผล การเลาะและการยกกระชับเนื้อเยื่อภายใน ข้อดีข้อเสียของแต่ละวิธี ความเชี่ยวชาญและประสบการณ์ของแพทย์ผู้ทำการผ่าตัด คนไข้ควรจะมีเวลาปรึกษาและอธิบายความต้องการของตนเองให้กับแพทย์ที่ทำการรักษาโดยละเอียดก่อนตัดสินใจ
-วิธีการให้ยาชา
อาจใช้ยาชาเฉพาะที่หรึอการดมยาสลบขึ้นอยู่กับการประเมินจากแพทย์และความเหมาะสมของคนไข้แต่ละราย
-ความเจ็บปวดและการบวมช้ำ
จะเจ็บเฉพาะตำแหน่งที่ฉีดยาชาบริเวณใบหน้าประมาณ1-2นาที ส่วนการบวมช้ำมักจะมีการบวมช้ำตามปกติไม่มากนักโดยจะเป็นมากที่สุดใน3-4วันแรกหลังจากนั้นจะค่อยๆยุบลงจนเป็นปกติภายใน2-4สัปดาห์ ถ้าคนไข้สามารถนอนพักได้ประมาณ2-3วันและประคบใบหน้าตามคำแนะนำของแพทย์ก็จะช่วยลดบวมได้ดีขึ้น ภายใน1สัปดาห์จะยุบบวมลงมาก 7-10วันสามารถตัดไหมได้ แผลจะหายสนิทใน2-3สัปดาห์
-ปัญหาที่อาจเกิดขึ้นได้
ปัญหาที่อันตรายส่วนใหญ่เกิดจากการแพ้ยาชาแต่พบได้น้อยมาก ส่วนปัญหาอื่นๆเช่น ภาวะเส้นประสาทใบหน้าบาดเจ็บ ภาวะมีก้อนเลือดใต้ผิวหนัง แผลแยก แผลอักเสบ ก็อาจเกิดขึ้นได้แต่ก็พบน้อย อย่างไรก็ดีถ้ามีการประเมินก่อนการผ่าตัดที่ดี เลือกวิธีการผ่าตัดเหมาะสม ผ่าตัดในสถานที่สะอาดใช้เทคนิคปลอดเชื้อ ทำโดยแพทย์ที่มีความรู้ความชำนาญ มีเทคนิคการผ่าตัดที่ถูกต้อง มีการติดตามการรักษาและสามารถแก้ปัญหาเมื่อมีปัญหาเกิดขึ้นก็ถือว่าเป็นการผ่าตัดที่ปลอดภัยสูงและมีประโยชน์มาก
-หลังทำการดึงหน้าจะมีแผลเป็นหรือไม่
จะมีแผลแต่จะอยู๋ในจุดที่ใช้ซ่อนแผลได้ดี ถ้าเย็บแผลด้วยความประณีตจะไม่ค่อยมีปัญหาเรื่องแผลเป็นนูนและแผลจะค่อยๆจางลงไปเรื่อยๆหลังจาก2-3สัปดาห์
-มีวีธีอื่นๆที่สามารถดึงหน้าโดยไม่ต้องผ่าตัดหรือไม่
การหย่อนยานของใบหน้าเกิดขึ้นเพราะการเสื่อมสภาพของผิวหนังและเนื้อเยื่อภายใน มีการยืดออกและตกลง การผ่าตัดทำเพื่อเข้าไปยกเนื้อเยื่อและผิวหนังซึ่งต้องมีแรงดึง ผิวหนังส่วนเกินก็ตัดออก อาจมีการลดหรือเพิ่มไขมันบางจุด ปัจจุบันยังไม่มีเทคนิคที่อื่นๆที่มีประสิทธิภาพทดแทนการผ่าตัดดึงหน้าได้ เทคนิคที่เปลี่ยนแปลงไปส่วนใหญ่เป็นเทคนิคที่ใช้ในการยกเนื้อเยื่อภายในให้ได้ผลดีและอยู่ได้นาน การบอบช้ำที่ลดลงซึ่งหมายถึงระยะเวลาพักฟื้นที่สั้นขึ้น แผลที่เล็กลงมากกว่า
-วิธีดูแลรักษาอย่างไรบ้างหลังการดึงหน้าแล้ว
ให้ดูแลรักษาแผลตามปกติแค่นั้นก็เพียงพอแล้ว
-ดึงหน้าจะอยู่ได้นานกี่ปี
ขึ้นกับเทคนิคที่ใช้ของแพทย์แต่ละคน เทคนิคสมัยใหม่ที่ใช้จะทำให้หน้าดูอ่อนเยาว์ขึ้น ประมาณ10ปีแต่ยังดูเป็นธรรมชาติ ผลที่ได้จะคงอยู่ได้นานดูอ่อนกว่าอายุไปตลอด แต่ก็ย่อมเปลี่ยนแปลงบ้างตามธรรมชาติเมื่ออายุมากขึ้น

handmouthfeetdisease

โรคมือ เท้า ปาก (Hand, Foot and Mouth Disease)

โรคมือ เท้า ปาก เกิดจากเชื้อไวรัสลำไส้หรือเอนเทอโรไวรัสหลายชนิด พบได้บ่อยในกลุ่มเด็กทารกและเด็กเล็กอายุต่ำกว่า 5 ปี โรคเกิดประปรายตลอดปี แต่จะเพิ่มมากขึ้นในหน้าฝน ซึ่งอากาศมักเย็นและชื้น โดยทั่วไปโรคนี้มีอาการไม่รุนแรง

การแพร่ติดต่อของโรค

การติดต่อส่วนใหญ่เกิดจากได้รับเชื้อไวรัสเข้าสู่ปากโดยตรง โรคแพร่ติดต่อง่ายในช่วงสัปดาห์แรกของการป่วย โดยเชื้อไวรัสอาจติดมากับมือหรือของเล่นที่เปื้อนน้ำลาย น้ำมูก น้ำจากตุ่มพองและแผล หรืออุจจาระของผู้ป่วย และอาจเกิดจากการไอจามรดกัน ในระยะที่เด็กมีอาการทุเลาหรือหายป่วยแล้วประมาณ 1 เดือน จะพบเชื้อในอุจจาระได้ แต่การติดต่อในระยะนี้จะเกิดขึ้นได้น้อยกว่า
[แก้ไข] ประวัติความเป็นมา

พ.ศ. 2500 มีรายงานการระบาดของกลุ่มอาการไข้ ซึ่งพบร่วมกับตุ่มนํ้าใสในช่องปาก มือและเท้าในผู้ป่วยเด็กที่เมืองโตรอนโต ประเทศแคนาดา โดยพบสาเหตุจากเชื้อ Coxsackie virus A16 (Cox A16)

พ.ศ. 2502 พบการระบาดของกลุ่มอาการเช่นเดียวกันในเมือง Bermingham ประเทศอังกฤษ และได้มีการเรียกกลุ่มอาการนี้ ว่า Hand-Foot-and Mouth Disease (HFMD) หลังจากนั้นมีรายงานการระบาดจากประเทศต่างๆ ทั่วโลก
ระบาดวิทยา

โรค มือ เท้า ปาก มีการระบาดแตกต่างกันในแต่ละพื้นที่ ในประเทศเขตหนาว มักพบในช่วงฤดูร้อน และต้นฤดูใบไม้ ร่วง ประมาณเดือนพฤษภาคมถึงเดือนตุลาคม แต่ในเขตร้อนชื้นรวมทั้งประเทศไทยพบได้ตลอด ทั้งปี แต่จะชุกในช่วงฤดูฝนและช่วงที่มีอากาศร้อนชื้น เชื้อที่พบเป็นสาเหตุของโรคมือ เท้า ปาก แตกต่างกันในแต่ละพื้นที่ และแต่ละการระบาด ส่วนใหญ่ที่พบเชื้อ Coxsackie virus A16, Enterovirus 71และ Echovirusแต่เชื้อที่พบในการระบาดแต่วผู้ป่วยมักมีอาการรุนแรง พบผู้เสียชีวิตและพิการตามมาได้บ่อยคือ Enterovirus 71 ในประเทศไทย โรคมือ เท้า ปาก มีสาเหตุจาก EV71 ประมาณร้อยละ 15-30 ซึ่งเชื้อ EV71 นั้นมี โอกาสก่อให้เกิดอาการรุนแรงในผู้ป่วย

การติดต่อ

โรคมือ เท้า ปาก ติดต่อกันได้ง่ายพอสมควร โดย
1. การสัมผัสโดยตรงกับสารคัดหลั่งจากจมูก , ลําคอ และนํ้าจากในตุ่มใส (respiratory route)
2. อุจจาระของผู้ป่วยซึ่งมีเชื้อไวรัสอยู่ (fecal – oral route ) ช่วงที่แพร่กระจายมากที่สุด คือ ในสัปดาห์แรกที่ผู้ป่วยมีอาการ และจะยังแพร่เชื้อได้จนกว่ารอยโรคจะหายไป แต่ก็ยังพบเชื้อในอุจจาระผู้ป่วยต่อได้อีกประมาณ 2-3 สัปดาห์ เชื้อเอนเทอโรไวรัสสามารถทนสภาวะกรดในทางเดินอาหารมนุษย์ได้ และมีชีวิตอยู่ในอุณหภูมิห้องได้ 2-3 วัน โรคนี้ไม่สามารถติดติอจากคนสู่สัตว์ หรือจากสัตว์สู่คนได้
[แก้ไข] พยาธิวิทยา

โรค มือ เท้า ปาก เป็นหนึ่งในกลุ่มอาการซึ่งเกิดจากเชื้อกลุ่ม enterovirus ซึ่งอยู่สายพันธุ์ ของ T6N picornavirus เชื้อที่พบเป็นสาเหตุบ่อยที่สุดโดยทั่วไป คือ coxsackie A16 รองลงมาคือ enterovirus 71 มักพบในการระบาด ส่วนในรายที่พบประปราย พบสาเหตุจากเชื้อหลายชนิด ได้แก่ coxsackie virus A4-10, B2 และ B5

อาการและอาการแสดง

อาการเริ่มต้น คือ มักเป็นไข้ที่ไม่มีอาการอะไรในช่วงแรก โดยจะมีระยะฟักตัวประมาณ 3-6 วัน มักจะเริ่มจากการมีไข้ต่ำๆ ประมาณ 38-39 องศา และมีอาการครั่นเนื้อครั่นตัว ระยะนี้จะมีระยะเวลาประมาณ 1-2 วัน จากนั้นจะเริ่มมีอาการเจ็บปาก ตรวจร่างกายจะพบมีรอยโรคในบริเวณปาก มือ และเท้าตามมา อาการแสดงที่พบ มักจะมีอาการแสดงในหลายระบบ เช่น
1) ระบบทางเดินหายใจ อาจมีอาการเหมือนไข้หวัด ไอ มีน้ำมูกใส เจ็บคอ
2) ทางผิวหนัง
3) ทางระบบประสาท เช่น สมอง เยื่อหุ้มสมอง หรือเนื้อสมองอักเสบ
4) ทางระบบทางเดินอาหาร เช่น อาการท้องเสีย ถ่ายเหลวเป็นน้ำเล็กน้อย ปวดหัว อาเจียน
5) ทางตา มักพบเยื่อบุตาอักเสบ (chemosis and conjuntivitis) และ
6) ทางหัวใจ เช่นสามารถทำให้เกิดกล้ามเนื้อหรือเยื่อหุ้มหัวใจอักเสบได้ ซึ่งจะเห็นได้ว่า อาการอาจมีตั้งแต่อาการเล็กน้อยไปจนถึงอาการหรือภาวะแทรกซ้อนที่รุนแรง แต่ในที่นี้จะขอกล่าวถึงอาการที่พบบ่อยเช่น

รอยโรคบริเวณปาก

ภาพโรค มือ เท้า ปาก

พบในผู้ป่วยทั้งหมด มีรอยโรคจํานวน 5-10 แห่ง พบได้ทุกบริเวณในปากแต่ที่พบได้บ่อย คือ เพดานปาก ลิ้น และเยื่อบุกระพุ้งแก้ม รอยโรคระยะเริ่มต้น ลักษณะเป็นรอยสีแดง อาจนูนเล็กน้อย ขนาด 2-8 มิลลิเมตร จากนั้นจะเปลี่ยนเป็นตุ่มนํ้าสีเทาขนาดเล็กขอบแดง ช่วงที่รอยโรคเป็นตุ่มนํ้าจะสั้น จึงมักตรวจไม่พบรอยโรคในระยะนี้ แต่ก็มักพบลักษณะเป็นแผลตื้นๆ สีเหลืองถึงเทาของแดง ซึ่งอาจจะมารวมกันเป็นรอยโรคใหญ่ได้

รอยโรคที่ผิวหนัง

อาจเกิดขึ้นพร้อมรอยโรคที่ปาก หรือหลังจากนั้นเล็กน้อย จํานวนตั้งแต่ 2-3 แห่งไปจนถึง 100 แห่ง พบที่มือบ่อยกว่าเท้า ลักษณะเป็นรอยแดงๆ อาจนูนเล็กน้อยขนาด 2-10 มิลลิเมตร ตรงกลางสีเทา บางรอยโรคมีลักษณะเป็นตุ่มน้ำใสขอบแดง มีกระจายขนานไปกับแนวของผิวหนัง อาจเจ็บหรือไม่ก็ได้ หลังจากนั้น 2-3 วัน จะค่อยๆเริ่มตกสะเก็ด และค่อยๆ หายไปภายใน 7-10 วัน โดยทิ้งรอยแผลเป็นให้เห็น บริเวณอื่นๆ ที่อาจพบรอยโรคได้ เช่นกัน คือ ก้น แขน ขา และอวัยวะสืบพันธุ์ ในเด็กทารกอาจพบกระจายทั่วตัวได้

ภาวะแทรกซ้อนที่พบบ่อย

โดยทั่วไปโรคมือ เท้า ปาก จัดว่ามีอาการน้อย โดยมากมักมีเพียงไข้ ครั่นเนื้อครั่นตัว และเจ็บปาก แต่ ในผู้ป่วยบางรายอาจพบภาวะแทรกซ็อนที่รุนแรงได้ โดยเฉพาะจากการติดเชื้อ enterovirus 71 ภาวะแทรกซ้อนที่รุนแรง แบ่งเป็น

1. ภาวะแทรกซ้อนทางระบบประสาท
1.1 ก้านสมองอักเสบ (brainstem encephalitis)
1.2 สมองและเยื่อหุ้มสมองอักเสบ (meningoencephalitis)
1.3 เยื่อหุ้มสมองอักเสบที่ไม่ใช้การติดเชื้อแบคทีเรีย (aseptic meningitis)
1.4 กล้ามเนื้ออ่อนแรงคล้ายโปลิโอ (poliomyelitis like paralysis)
2. ภาวะแทรกซ้อนระบบปอด เช่น ปอดอักเสบ
3. ภาวะแทรกซ้อนระบบหัวใจ เช่น กล้ามเนื้อหรือเยื่อหุ้มหัวใจอักเสบโดยผู้ป่วยจะมีไข้นำมาก่อนประมาณ 3-6 วัน โดยมักไข้สูง หัวใจเต้นเร็ว และมักมีอาการทางระบบ ประสาทนำมาก่อน ต่อมามีอาการหายใจล้มเหลวอย่างรวดเร็ว และมีปอดบวมน้ำ (pulmonary edema)

การวินิจฉัย

การวินิจฉัยโรคมือเท้าปากโดยทั่วไปใช้อาการและอาการแสดงเป็นสําคัญ (clinical diagnosis) โดย ตรวจร่างกายพบรอยโรคจําเพาะที่บริเวณมือ เท้า ปาก ร่วมกับมีไข้ การส่งตรวจรอยโรคที่ผิวหนังโดยวิธีทางพยาธิวิทยาจะพบเม็ดเลือดขาวชนิด neutrophil และ lymphocyte เพิ่มขึ้น แต่ จะไม่พบ multinucleated giant cell หรือ inclusion body สำหรับในกรณีที่ต้องการทราบชนิดของเชื้อไวรัสที่ก่อโรค สามารถทำได้โดยการแยกเชื้อไวรัส หรือตรวจ ร่องรอยการติดเชื้อจากนํ้าเหลือง สําหรับประเทศไทยใช้วิธี micro- neutralization ส่วนการส่งตรวจอื่นที่ส่งได้คือ
– การส่ง throat swab โดยส่งตรวจที่กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข ค่าส่งตรวจประมาณ 900 บาท/specimen
– การเก็บอุจจาระ (stool) ส่งตรวจที่กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข เช่นเดียวกัน เพื่อตรวจด้วยการเพาะเชื้อหรือ serology
– การส่งน้ำไขสันหลัง (CSF) ตรวจทาง serology, PCR technique
การรักษา

โรคมือ เท้า และปาก หากไม่มีภาวะแทรกซ้อน เป็นโรคที่สามารถหายได้เอง โดยใช้ระยะเวลาประมาณ 7 วัน การรักษาจึงเป็นเพียงการประคับประคองและบรรเทาอาการ โดยเฉพาะการลดไข้ และลดอาการเจ็บปวด จากแผลในปาก โดยอาจใช้ยาชาป้ายบริเวณที่เป็นแผลก่อนรับประทานอาหาร ในกรณีที่มีภาวะแทรกซ้อนให้รักษาตามอาการเป็นส่วนใหญ่ หลังจากการติดเชื้อผู้ป่วยจะมีภูมิคุ้มกันต่อเชื้อไวรัสที่ก่อโรค แต่อาจเกิดโรคมือ เท้า ปาก ซ้ำได้จาก enterovirus ตัวอื่นๆควรแนะนําผู้ปกครองสังเกตอาการที่อาจมีภาวะแทรกซ้อนรุนแรง เช่น ไข้สูง ซึม อาเจียนบ่อยๆ ไม่ยอมรับประทานอาหารและนํ้า ซึ่งควรพาบุตรหลานมาพบแพทย์

การป้องกัน

ที่สำคัญที่สุดคือการแยกผู้ป่วยที่เป็นโรคออกจากกลุ่มเพื่อนในโรงเรียน สถานเลี้ยงเด็ก โดยเน้น contact isolation เป็นหลัก โดยมีรายละเอียดดังนี้
แยกเด็กป่วยไม่ให้ร่วมกิจกรรมกับเด็กอื่น เช่น ว่ายนํ้าไปโรงเรียน ใช้สนามเด็กเล่น เป็นเวลา 1 สัปดาห์
ผู้ดูแลเด็กหมั่นล้างมือบ่อยๆ โดยเฉพาะหลังเปลี่ยนผ้าอ้อม หรือ สัมผัสกับน้ำมูก และนํ้าลายของเด็ก
ทําความสะอาดพื้น ห้องน้ำ สุขา เครื่องใช้ ของเล่น สนามเด็กเล่น ตลอดจนเสื้อผ้าที่อาจปนเปื่อนเชื้อ ด้วยนํ้ายาฆ่าเชื้อที่ใช้ทั่วไปภายในบ้าน
มีรายงานในโกปกติที่ติดเชื้อแล้วไม่มีอาการ อาจมีเชื้อในอุจจาระได้ 6-12 สัปดาห์